วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560
เพื่อนของผม...นกกางเขนบ้านที่จากไป........
เป็นเรื่องของนกกางเขนที่มาอยู่ใหม่ที่บ้าน วันแรกของการขนของออกจากบ้าน เราได้เอาโต๊ะตัวใหญ่ไปวางตรงโรงรถและถาดกะละมังต่างๆวางซ้อนกัน อยู่มาไม่นานเราสังเกตุที่กะละมังมีเศษหญ้าจึงรีบเข้าไปดูเพราะกลัวจะเป็นงู แต่ที่เห็นคือไข่นก 3 ใบ
เราไม่รู้ว่านกอะไรจึงช่วยกันหาข้อมูลกับภรรยา และก็คิดว่าเป็นนกกางเขนบ้าน ไม่กี่วันก็เห็นตัว ลูกนก 2 ตัวกับไข่อีก 1 ใบ
แต่เราก็ไม่พยายามไปยุ่งกับมันเพราะกลัวมันจะหนีไป จนซักพักนกก็เหลือตัวเดียว ในใจก็กลัวว่าจะโดนตัวอะไรจับกินไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อยแต่เวรแต่กรรมของมัน ในทุกๆวันเราจะให้อาหารนกกระจกแถวสวนด้วยข้าวสารแห้ง มีวันหนึ่งที่มีข้าวหมูทอดกระเทียมที่แฟนกินไม่หมด ก็เลยเอามาเทไว้ จึงได้เห็นนกกางเขนสามตัวมากินหมูทอด เพราะมันไม่กินข้าวสาร กินแต่หมูทอดและข้าวสุกเล็กน้อย คิดว่าเป็นพ่อแม่ลูก แต่ละตัวที่มากินก็จะกลัวคนและระวังคนมาก ถ้าขยับตัวนิดหน่อยมันจะบินหนีทันที เราจึงให้อาหารมันทุกวันทั้งนกกระจอกและนกกางเขน จนถึงวันนึงลูกนกตัวที่สองก็หายไป อีกสองสามวันก็เห็นนกมากัน 4 ตัว จึงแน่ใจว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ลูกนอกทั้งสองตัวจะมีสีแปลกๆสีน้ำตาลแซมเป็นจุดๆตามตัวตามหัว แต่ตัวที่สองเห็นได้ชัดและสีไม่ชัดเจนเท่าพ่อกับแม่ เราก็ให้อาหารมันทุกวันตามปกติ ตัวที่สองจะมีลักษณะแปลกๆที่ค่อนข้างไม่ค่อยกลัวคน แต่ก็ไม่ยอมให้คนแตะตัวอยู่ดี ตัวนี้จะมาคอยแอบดูแถวรั้วเสมอ จนรู้สึกว่าเหมือนว่ามันอยากเข้ามาใกล้ แต่ตัวที่กลัวคนที่สุดคือตัวพ่อของมัน ตัวพ่อนี้สังเกตุว่ามันจะไม่ค่อยชอบลูกตัวที่สองนักมันจะขับไล่ออกจากบริเวณบ้านเสมอ แต่ตัวนี้ก็พยายามกลับมาหาเราที่บ้านทุกครั้งพร้อมกับแม่กับพี่มันเพื่อมากินอาหาร แต่ตัวพ่อมักจะไม่ค่อยรวมฝูง ทุกวันมันจะได้ยินเสียงนกกางเขนร้องแบบผิดปกติเพราะโดนพ่อมันไล่เสมอ และทุกวันที่ลูกนกและแม่ของมันมากินข้าวจะสังเกตุว่าตัวที่สองนี้ขนที่หางจากที่ยาวๆได้หลุดไปเหมือนโดนอะไรกัด ในใจก็คิดว่าเดี๋ยวมันก็ยาวเหมือนเดิม แต่หลายวันก็ไม่เห็นจะยาวขึ้น ความสงสัยว่าไข่มีสามใบแล้วอีกตัวไปไหนก็หายสงสัยทันทีที่มาเก็บข้าวของที่วางไว้โรงรถ ก็คือไข่ใบที่สามยังอยู่แต่มีสีม่วงไปแล้ว ก็สรุปว่าครอบครัวนี้มีลูกนกสองตัว นานมันขึ้นตัวแม่ของมันเริ่มคุ้นคนมากขึ้นและมักจะมาเกาะตรงประตูเพื่อขออาหาร ถ้าวันไหนรีบออกจากบ้านแต่เช้าและไม่ได้ให้อาหารมันจะไปดักตรงมุมรั้วเพื่อให้เราเห็น ผมจะนั่งทำงานอยู่ที่บ้านเพื่อเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และทุกๆวันนกตัวที่สองนี้ก็คอยเป็นเพื่อนผมเสมอๆโดยจะเกาะตามกิ่งบ้านตามต้นไม้ให้เรามองเห็นตลอดเวลา
แต่นับวันมันจะโดนพ่อมันทำร้ายหนักขึ้นและต้องหลบอยู่ตรงมุมกระถางตลอดเวลา บางครั้งก็จะมาหลบใกล้ๆประตูเพราะตัวพ่อมันจะไม่กล้าเข้ามาเลยถ้าเห็นคน จนวันนึงที่มันบินมาใกล้ๆก็สังเกตุว่าตามันบอดไปและขนก็หลุดลุ่ยไปหมด ผมคิดว่าตัวพ่อมันทำร้ายแน่ๆเพราะได้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่ตัวแม่กับพี่มันไม่เคยทำร้าย ตัวน้องนี้เมื่อกินอาหารก็จะไปยืนแถวกระถางใกล้ๆห้องทำงานของผมไม่ห่างไปไหน ตัวพี่ก็มันจะกระโดดไปหาเสมอเมือเห็นตัวน้องยืมซึมอยู่ไม่ไปไหน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่านกมันมีความเป็นห่วงเป็นใยกันด้วย ยิ่งนานไปตัวแม่ก็ยิ่งใกล้ชิดกับคนได้มากขึ้น โดยมันจะมาคอยยืนมองขออาหารมือเช้ากับลูกมันเสมอ และบางทีแต่แม่มันก็มาบินมาเกาะถึงมุ้งลวดประตูเลย เมื่อผมเลี้ยงนกแบบไม่ใส่กรงแบบนี้ได้เกือบๆ2เดือน ช่วงหลังๆผมรู้สึกว่านกตัวน้องกินอาหารน้อยลงต่างจากตัวอื่นๆพอวันรุ่งขึ้นมันผมเปิดประตูออกไปดูที่สวนมันก็โผบินมาตรงใกล้ๆประตูแต่ผิดกับทุกครั้งที่ปกติมันจะยืนคอยกินอาหารอยู่ตรงจดให้อาหารแต่วันนี้มันบินมายืนชิดขอบบ้าน ผมให้อาหารมันมันก็ไม่กิน จึงคิดว่าไม่สบายแน่ๆจึงคนในเว็บคิดว่าน่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับท้องเสียแต่อาหารนี้อันตรายสำหรับนกมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำยังเพราะเป็นนกที่ไม่ได้อยู่ในกรงผมจึงปล่อยมันไว้อย่างนั้นก่อนแต่ก็คอยดูมันตลอดเวลา มันพยายามจะอยู่ใกล้ๆผมเสมอ ผมจึงลองเข้าไปหามันและลองลูบหัวมันดูมันก็ตกใจและก็ค่อยกระโดดไปด้านหลังผมแต่ไม่บินหนีไปไหน มันคงกลัวคนผมจึงเข้าบ้านทำงานตามปกติ แต่ซักพักผมได้ยินเสียงมันร้องอีกจึงรีบไปดูและก็เจอมันคุดคู้อยู่ใต้โต๊ะและเห็นตัวพ่อมันบินหนีไป และดูเหมือนมันจะโดนทำร้ายอีกแล้วทั้งที่ไม่สบายอยู่ด้วย ผมจึงตัดสินใจจะทำบ้านให้มันอยู่ให้ร่างกายแข็งแรงซะก่อนและกันตัวพ่อมันมาทำร้ายด้วย แต่พอผมไปใกล้ๆมัน มันก็มองหน้าผมและซึมๆแล้วมันก็ค่อยๆล้มตัวช้าๆเหมือนจะหมดลมหายใจอยู่ข้างๆขาของผม ผมจึงรีบหาผ้ามาให้มันนอนและสังเกตุอาการดู เมือมองดูตาข้างที่ไม่ได้บอดของมันผมเห็นน้ำตามันซึมไหลออกมาเหมือนคนร้องให้ มันพยายามจะชูมองหน้าผมตลอดเวลา เมื่อผมนั่งทำงานมันก็หันมามองผมตลอดเวลาจนในทีสุดมันเหมือนมีอาการชัก มันล้มลงเหมือนจะหงายท้อง ผมจึงรีบไปดู ที่แปลกคือมันพยายามจะขยับตัวเข้ามาหาที่มือผมและมองผมตลอดเวลา ผมจึงจับให้มันนอนหันตัวข้างที่ตาไม่บอดหงายขึ้นมา ผมรู้สึกเหมือนว่ามันค่อยๆหายๆใจอย่างช้าๆโดยที่มองผมไปด้วยและมันก็นิ่งไป ผมคิดว่ามันจะนอนเฉยๆรึป่าวก็ได้แต่มองมันอยู่อย่างนั้น จนแน่ใจว่ามันตายไปแล้วเพราะตัวแข็งไปแล้ว นกตัวนี้ที่เกิดมาสีสรรไม่เหมือนพ่อแม่และคอยเตือนเหตุต่างๆถ้ามีสัตว์อะไรเข้ามาในบ้าน คอยเป็นเพื่อนผมเสมอตอนผมทำงาน แม้ตอนออกไปดูแลสวนมันก็จะคอยบินเข้ามาดูใกล้ๆเสมอ จนผมเริ่มที่จะสนิทกับมันได้มากขึ้นและส่งเสียงเรียกให้มันบินมากินอาหารได้ แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะจากไปอย่างน่าสงสารแบบนี้ ทั้งที่ไม่สบายมันจึงบินหนีไม่ได้เมื่อโดนพ่อมันไล่และในที่สุดก็ต้องตายจนได้ ผมขุดหลุมให้มันอยู่แถวๆที่มันชอบเกาะอยู่ซึ่งหันไปก็มักเห็นมันเสมอ ก่อนฝังตัวแม่มันก็อยู่แถวนั้นผมบอกแม่มันว่าลูกมันตายแล้วนะ มันยืนฟังผมนิ่งๆไม่หนีไปไหนแล้วมันก็กระโดดแบบห่างๆไปดูไกล้ๆตัวลูกมัน และยืนมองอยู่อย่างนั้น เมื่อผมขุดหลุมเสร็จและพร้อมจะเอาตัวมันมาฝัง ที่ผมแปลกใจคือตัวแม่มันจะชูคอและส่งเสียงร้องแปลกๆอยู่ใกล้ๆเหมือนว่ามันร้องให้อยู่ และตัวพ่อก็เกาะกิ่งไม้อยู่ห่างๆแต่ในเวลานั้นนกตัวพี่มันก็ไปกัดกับตัวพ่อไปมาซักพักแล้วก็แยกกันไป แต่ผมก็ไม่รู้ความหมายที่นกทำไป และก็ฝังมันไปที่สุด
ผมคิดว่าครอบครัวนกนี้ก็เหมือนกับคนมีทั้งรักและเกลียด แต่นกก็ไม่ได้มีการเรียนรู้เช่นมนุษย์ จึงมีทั้งการทำร้ายลูกตัวเองแต่ก็ยังมีบางตัวที่รักและคอยห่วงใยตามธรรมชาติ แต่มนุษย์เราได้รับการเรียนรู้มาแต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไปมีความคิดเช่นสัตว์ที่ไม่ได้เรียนรู้ได้อีก ถ้าเราได้เป็นมนุษย์แล้วเราควรจะต้องทำสิ่งไม่ใช่แบบสัตว์ที่ใช้อารมย์และความเกลียดเป็นเครื่องตัดสินใจ ซึ่งมนุษย์จะต้องมีรากฐานจิตใจที่สูงกว่านั้นเพราะได้รับการเรียนรู้สิ่งดีงามให้ต่างจากสัตว์และคอยดูแลธรรมชาติเพื่อให้อยู่กันได้ทั้งคนและสัตว์แบบยั่งยืนได้
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น